แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ investment แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ investment แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

นักลงทุนดันโด (Dhandho Investor)



The Dhandho Investor Book

ขึ้นต้นด้วยหนังสือ(อีกแล้ว ><) เป็นหนังสือที่คู่ควรเกี่ยวกับการหามาไว้ครอบครองยิ่งนักโดยเหมาะเจาะกับนักลงทุนที่เน้นคุณค่า ประเภทแบบว่าอ่านหนังสือมาเยอะจนความรู้...ท่วมสมองแต่ยังงงปนสับสนอยู่

Dhandho เป็นภาษาของชาวอินเดียที่แปลว่า "มั่งคั่ง" หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนโดยชาวอินเดียที่อยู่ในอเมกาชื่อ "คุณ Mohnish Pabrai" ซึ่งความเป็นดันโดที่ผู้เขียนได้เล่าให้ฟังคือการเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในสายเลือด !! การรู้ว่าจะทำธุรกิจให้รุ่งเรืองมั่งคั่งได้อย่างไรโดยเริ่มจากมือเปล่า การประเมินโอกาสโดยใช้ความน่าจะเป็น นอกจากนี้ชาว Dhandho จะมีความใจ อย่างนึงคือ เมื่อเห็นโอกาสที่มีความเสี่ยงน้อยจะเดิมพันสูงมาก
ประหนึ่งว่าถ้าออกหัวรวยล้นฟ้า ถ้าออกก้อยเสียเงินนิดหน่อย!! ซึ่งชาวดันโดจะหาโอกาสที่ผลตอบแทนสูงบนความเสี่ยงที่ต่ำ!!!และเดิมพันหนักๆๆ ซึ่งมันเหมือนจะขัดหลักวิชาการที่เคยเรียนมาที่บอกไว้ว่า ถ้าต้องการผลตอบแทนที่สูงความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้นตาม!!! ประมาณว่าหนังสือเล่มนี้ทำลายความเชื่อเก่าๆโดยสิ้นเชิง...

เท่าที่ผมอ่านจนจบแล้ว ก็มานึกย้อนอยู่หลายๆเหตุการณ์ก็พบว่าเป็นจริงอย่างที่ผู้เขียนหนังสือได้บอกไว้
แต่เรานึกกันไม่ถึงเองว่าจะมีเหตุการณ์ ที่ให้ผลตอบแทนสูงความเสี่ยงต่ำด้วยเหรอ ??? และสิ่งที่ทำให้ความเสี่ยงต่ำหรือเข้าใกล้ศูนย์มันไม่ได้อยู่ไหนไกลเลยนอกจากความรู้และความมีเหตุผลที่อยู่ในตัวเรานั้นเอง^^

หลักสูตรดันโดคร่าวๆที่สรุปออกมาเป็นหลักการผมว่ามีประโยชน์มากที่จะนำมาบอกต่อ เพราะด้วยสั้นเข้าใจง่ายและต่อยอดความรู้ได้ง่าย...ทั้งหมดนี้จะพูดถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นหลักนะครับ ^^

101 : ลงทุนในธุรกิจซึ่งมีการดำเนินการอยู่แล้ว
102 : ลงทุนในธุรกิจที่เรียบง่ายเข้าใจง่าย
201 : ลงทุนในธุรกิจที่มีปัญหาในอุตสาหกรรมที่อยู่ในภาวะลำบาก
202 : ลงทุนในธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ยั่งยืน
301 : เดิมพันน้อยอย่าง เดิมพันหนักๆ ไม่เดิมพันบ่อย
302 : มองหาโอกาสการทำอาร์บิราท(การทำกำไรส่วนต่าง)
401 : มีส่วนของความปลอดภัย(Margin of Safety)
402 : ลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำ ความไม่แน่นอนสูง
403 : ลงทุนในพวกลอกเลียนแบบไม่ใช่พวกสร้างสรรค์สิ่งใหม่

ก็ขอฝากฝังหนังสือเล่มนี้ให้ลองอ่านดูนะครับ สนุกมากๆ อ่านเพลิน แปปเดียวก็จบจร๊า ^^


วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

0005 : ประสบการณ์ในการลงทุน ภาคแรก




หลังจากนอกเรื่องในบทความก่อนหน้านี้มาเยอะ .. บางเรื่องออกไปไกลเลย เหอะๆ เอาหน่ะไม่ว่ากันน๊า ไงก็แล้วแต่วันนี้อยากเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างงงง ว่าแล้วตามเลยย จะได้ทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำไว้ด้วย ^^



เป็นเวลาเกือบจะสองปีที่แล้ว คลุกคลีกับการลงทุนในสินทรัพย์ที่ทำคนรวยและจนกับได้ภายในวันสองวัน จะว่าไปแรกๆที่รู้จักตลาดหุ้นก็เพราะเกมการแข่งขัน click2win ที่ตลาดหลักทรัพย์จัดแข่งทุกปีช่วงแรกๆที่เล่นนั้นก็อยู่มหาลัยปีสามจะปีสี่ เล่นตอนแรกๆตื่นเต้นมาก ถึงเงินปลอมก็เหอะ เหมือนได้และเสียตังค์จริงๆเลย >< ตอนท้ายๆเหมือนจะขาดทุนเป็นแสน....จึงทำให้เข้าใจว่า ตลาดหุ้นในความคิดตอนนั้นเหมือนการพนันบนความน่าจะเป็น แต่ละวันๆคือการมาดูข่าวหาข่าวว่าตัวไหนจะวิ่งไปบ้าง จะแพงกว่าที่ซื้อมาบ้าง ดู volumn อะไรมากมาย จนเลิกเล่นไป ในที่สุด....

หลังจากเรียนจบมหาลัยได้มีโอกาสไปอบรมนักลงทุนรุ่นใหม่ ติดแบบฟลุ๊คๆๆ จากที่นี้แหละจึงได้รู้หุ้นนั้นคือทรัพย์สินที่เหมาะแก่การลงทุนมากที่สุด หากรู้วิธีที่ ok กับชีวิตเรา ที่ต้องบอกว่าวิธีที่ ok ที่สุดกับตัวเรา นี้หมายถึง การที่รู้จักตัวเองเสียก่อนที่จะรู้จักตลาดหุ้น ลองเปรียบเสมือนหมากรุก คนแต่ละคนย่อมมีวิธีที่เล่นที่แตกต่างกัน อาจเพราะวิธีเล่นที่ต่างกัน มีครูต่างกัน มีประสบการต่างกัน จึงทำให้เล่นหมากรุกได้หลากหลาย แต่ทุกวิธีก็มุ่งหมายจะเอาชนะฝ่ายตรงข้าม ตลาดหุ้นก็เช่นกัน คนเรามีความสามรถที่ต่างกัน ดังนั้นแล้วการลงทุนในหุ้น ก้มีหลักและวิธีที่แตกต่างเช่นกัน ตรงนี้มันเป็นเรื่องของการปฏิบัติล้วนๆ การได้ลองทำ การได้ลองถือครองหุ้น การได้คลุกคลีกับหุ้น ก็ทำให้เราเห็นตัวเองได้มากขึ้นว่า เราควรจะลงทุนอย่างไรให้เหมาะกับชีวิตของเรา...

เมื่อมีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ควรจะมีเป้าหมายชัดเจน ภาพที่เราจะไปในระยะเวลาเท่าใด อย่างน้อยควรตอบให้ได้ว่าเราลงทุนเพื่ออะไร ในระยะเวลาเท่าใด พอเป็นหลักให้ได้เดินไป ให้ได้มอง ก็เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ การมองภาพนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดก็ว่าได้ เพราะท้ายสุดแล้ว เราต้องตีภาพพตรงนี้ออกมาเป็นกลยุทธที่จะปฏิบัติทุกๆวัน อย่างสม่ำเสมอ เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาว.. แน่นอนว่าในช่วงแรกของการลงทุนของผมนั้น การตั้งเป้าหมายให้ได้เป็นเรื่องแรกๆที่ต้องทำ หล่ะวันนั้นผมก็ได้เขียนเป้าหมายไว้แล้ว...นี้คือยุทธศาสตร์ ต่อมาที่ต้องทำคือการวางกลยุทธและการทำอย่างสม่ำเสมอทุกๆวัน ตรงนี้เป็นเรื่องที่เราต้องรู้จักตัวเองล้วนๆ ว่าเรามีความพร้อมด้านไหน เรื่องอะไร สิ่งที่ขาด สิ่งที่ไม่รู้ แหล่งข้อมูล วิธีการทำ บลาๆๆ มากมาย ><

ก็ดูเหมือนจะยาก ครับอาจจะยากถ้าเรามองดูอย่างเดียว สิ่งที่จะเรียนรู้ได้ดีที่สุดคือลองทำคับจะได้รู้ว่าเรา ขาดเหลืออะไร ยังไม่พร้อมส่วนไหน ปรับปรุงอะไรได้บ้าง อย่างของผมในตอนนั้นมีปัญหาเรื่องเก็บตังค์ไม่อยู่... เห็นอยู่ในบัญชีเป็นหมด ก็เลยแก้ไขใหม่ซะ เงินออก โอนไปหุ้นปันปั๊บ ก็ถอนออกมาไม่ได้ ก็เป็นการสร้างวินัยอย่างง่ายๆของผมเอง

แล้วเดี๋ยวจะมาต่อในภาคสองนะงับ

สรุปง่ายๆคือ

ควรจะตอบตัวเองให้ได้ว่า

เราลงทุนเพื่ออะไร ในระยะเวลาเท่าไหร่ (เป็นยุทธศาสตร์)
ต่อมาคือทำอย่างไรให้บรรลุ (เป็นกลยุทธ)

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

0001a : บันทึกสัจจะผู้บริหาร

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา 27 พ.ย. 2552 เป็นช่วงของวันที่ตลาดหลักทรัพย์ ได้เรียกว่าวัน opp day
ลองไปอ่านตามลิงค์นะงับ
http://www.set.or.th/oppday/

คร่าวๆของงานนี้คือวันที่นักลงทุนพบปะผู้บริหาร เปิดโอกาสให้ผู้บริหาร พรีเซ้นผลงานที่ผ่านมาและ forcast อนาคตของ บจ.ที่ผู้บริหารนั้นๆดูแลอยู่ และเป็นวันที่นักลงทุนได้โอกาสถามผู้บริหารในหลายๆประเด็น

แค่ฟังชื่องานก็ตื่นเต้นเนอะ แต่ขอโทษ ไม่ได้ไปฟังอะ 5555 เอานะๆๆๆ หยวนๆๆ วันศุกร์ทำงานนี้หว่า ไม่มีใครว่าไรเราหรอก เพราะการลงทุนเป็นเรื่องของตัวบุคคลเราไม่ไปฟังก็เสียโอกาสไปเองเหอะๆๆ

แต่ใครจะว่าหล่ะ เดี๋ยวนี้ ตลาดหลักทรัพย์ไทยเค้าพัฒนาแล้ว อัดเทปให้ฟังผ่านเน็ต โฮะๆๆ ได้ทีสี่ทุ่มเศษๆคืนวันเสาร์ก็ไปเปิดฟัง บจ. ที่ถือหุ้นอยู่ จะมาสรุปบางถ้อยคำเด่นๆเอาไว้หน่อย ว่าผู้บริหารคนนี้ จะทำได้จริงกับการวางแผนในปีหน้าไหม

ไม่อ้อมแอ้มผมถือและศึกษาหุ้น ILINK คับ
ฐานะทางการเงิน
D/E ratio = 0.25
ROA = 19.95%
ROE = 15.10 %

การเติบโตใน เก้าเดือนของปี 52
industry โต ประมาณ 10%
ILINK โต ประมาณ 20 %

ปี 52
เป้ารายได้ 1200 ล้านบาท
เป้ากำไร 110 ล้านบาท
*** ผู้บริหารบอกว่าน่าจะเกิน
มี backlog อยู่ที่ 387.94 ล้านบาท
ยอดขายส่งอยูที่ 60 ล้านบาทต่อเดือน
ยื่นประมูลไป 932 ล้านบาท

ไม่ค่อยเข้าใจคำว่า backlog เท่าไหร่ ว่าจะรับรู้ยอดอย่างไร
เข้าใจว่างานที่รับไว้แต่ยังไม่ทำมั้งนะ >< ฃอีกนิด backlog ปีนี้จะไปรับรู้ในปีหน้า

ปี53
project target

  1. submarine cable 4800 ลบ
  2. fiber 820 ลบ
  3. FTTH 300 ลบ >> FTTH - Fiber-to-the-home - fiber reaches the boundary of the living space, such as a box on the outside wall of a home ต่อไปอนาคตตัวนี้จะมา อีกหลายปีอยู่ เหมือนสายไฟเบอร์ลากเข้าบ้านเรย ><
  4. underground cable 410 ลบ
  5. substation 1354 ลบ
รวม 7684 ลบ !!! ถ้าได้ยอดนี้ ยอดขายปีหน้าก็เพิ่มมาประมาณ หกเท่า!!! เหอะๆแต่ก็เป้นโครงการที่จะเข้าประมูลอะ ยังไม่มีความชัดเจนอะไร อย่าให้ความหวังมาก ยิ่งข้อสี่กับห้าเป้นธุรกิจที่เข้ามาใหม่ เห็นผู้บริหารพูดๆเหมือนจะใช้ประสบการทาง cable เจาะตลาดมา

ปีหน้ารุกธุรกิจไปอินโดจีนแน่นอน



***************************************************************
ช่วงคำถาม
  1. งานวางสายที่ตรังมี margin อย่างไร ??? น่าจะอยู่ที่ 24% (คิดเองนะงับ)
  2. เพิ่มปันผลไหม ?? ไม่น่าเพิ่มเพราะเยอะอยู่แล้ว 40%
  3. backlog ปี 53 ตอนนี้ได้มา 400-500 แล้ว
  4. amex สินค้าที่ได้ลิขสิทธิ์เอามาขายใหม่จะขายพ่วงไปกับสายสัญญาณยี่ห้อก่อนๆๆ(ตัว amex เหมือนเป็นตัวเชื่อม)
  5. ปีหน้าบอกว่าจะโตแรงมาก (ไม่มีตัวเลข)
  6. market share 55% มากสุดในตลาด
ก็จำๆความมาได้แค่นี้

ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ P/E ratio ก็ต่ำมาก น่าซื้อเพิ่มโครตๆๆๆๆ

แต่ขอดูข้อมูลเพิ่มเติมก่อนแล้วกานนะ หุๆๆ

ง่วงนอนแหละ ไปนอนดีกว่า อิอิ

ฝันดีทุกท่านจร๊า